ล่องแพผจญแก่ง
กิจกรรท่องเที่ยวธรรมชาติที่ไร้มลพิษ ให้การสัมผัสและเข้าถึงธรรมชาติอย่างใกล้ชิดเรียนรู้ธรรมชาติแห่งชีวิต สายน้ำ และพงไพร ได้รับประสบการ์ณอันยิ่งใหญ่จากการท่องเที่ยวผจญภัยนักเดินทาง มีส่วนร่วมในการเดินทางอย่างแท้จริง ชุมชนท้องถิ่นได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง ร่วมกันรับผิดชอบในการรักษาธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม
รูปลักษณะสายน้ำของแก่งแบบต่างๆ
ลักษณะของสายน้ำ และการอ่านสายน้ำ
ความแรงของกระแสน้ำจะขึ้นอยู่กับส่วนประกอบต่างๆ ในธรรมชาติ เช่น ความลึก (Volume) โดยร่องน้ำยิ่งลึกมาก กระแสน้ำก็ไหลแรงมากขึ้นตาม
การไหลของน้ำ (Gradient) สามารถแยกได้เป็นสองอย่าง คือ แก่ง (Rapid) ซึ่งน้ำจะไหลเร็วและแรงมาก แอ่ง (Pool) น้ำจะไหลช้าและมีความลึกมาก ปกติโดยทั่วไป บริเวณต้นแก่งน้ำจะไหลเอื่อย และช้ากว่ากลางแก่ง หรือ ปลายแก่ง
อีกสิ่งหนึ่งที่ควรรู้ และนักล่องแก่งต้องคำนึงถึงก็คือ ความเร็วของกระแสน้ำใต้ผิวน้ำและระดับผิวน้ำ จะต่างกัน โดยช่วงต่ำกว่าผิวน้ำลงไป กระแสน้ำจะค่อยๆลดความเร็วลง
ความลาดเอียงของหินใต้น้ำ (River Bend) จะมีผลต่อความแรงของกระแสน้ำด้วย คือบริเวณที่ลึก น้ำจะไหลแรงกว่าบริเวณน้ำตื้น และภายใต้กระแสน้ำอาจจะมีหินใต้น้ำที่มองไม่เห็น และเป็นอันตรายไม่น้อย คือต้นไม้กิ่งไม้ที่ล้มขวางน้ำ อาจะส่งผลอันตรายต่อลูกเรือ หรือตัวเรื่องได้
ร่องน้ำรูปตัว วี (Downstream V) สายน้ำจะบีบตัวเข้าหากันเป็นตัว วี โดยมีโขดหินสองข้างขวางลำน้ำทำให้เกิดเป็นร่องน้ำระหว่างหินนั้น ควรบังคับหัวเรือให้ตรงตามร้องตัววี นั้น แต่อย่างไรก็ตาม นายท้ายเรือต้องตัดสินใจในการแก้ไขสถานการณ์ล่วงหน้าอีกครั้ง เพราะช่องทางที่ดีที่สุดที่เห็นนั้น อาจจะพัดนักผจญแก่งไปกระเทกกับหินก็ได้
ร่องน้ำรูปตัววีคว่ำ ที่หันมุมแหลมเข้าหาเรานั้นจะเป็นอันตราย มาก เรืออาจจะกระแทกกับหินหรือน้ำอาจดูดเข้าไปหา จนทำให้เรือหรือตัวกระแทกกับแก่งหินได้
น้ำวน ในกรณีนี้จะต้องพายเรือออกจากศูนย์กลางของวังน้ำวนให้เร็วที่สุด และกรณีผู้ที่ตกน้ำก็เช่นกัน จะต้องพยายามว่ายออกจากศูนย์กลางให้เร็จที่สุด โดยไม่ต้องสนใจว่าฝั่งจะอยู่ทางใด และเมื่อหลุดจากวังน้ำวนมาแล้วค่อยว่ายเข้าหาฝัง
คลื่น (Wave) ในกระแสน้ำที่ไหลแรงและลึก หินใต้น้ำและผิวน้ำจะทำให้เกิดคลื่นน้อยใหญ่แตกต่างกัน คลื่นนั้นอาจจะม้วนเป็นวงอย่างแรง ควรพยายามหลีกเลี่ยง เพราะจะทำให้การควบคุมเรือนั้นยาก เรืออาจจะถูกกระแสน้ำม้วนทำให้พลิกคว่ำก็เป็นได้
น้ำนิ่งหลังแก่ง (Eddy) กระแสน้ำบริเวณหลังแก่งจะเป็นน้ำวนไหลย้อนทิศทาง ทำให้มีความแรงของน้ำน้อยลง สามารถใช้เป็นจุดพักเรือได้
น้ำมวนหน้าแก่ง (Hydro) เกิดจากกระแสน้ำที่ตกจากที่สูง น้ำที่ตกลงมาจะม้วนตัวอยู่หน้าแก่งก่อนที่จะไหลต่อไป ซึ่งถ้ามีความแรงมากๆ ก็สามารถที่จะพลิกเรือให้คว่ำได้ และถ้ากระแสน้ำไหลตกจาก ที่สูงมากเท่าไร ก็ยิ่งอันตรายมากเท่านั้น
ถ้ากรณีที่เรือพลิกคว่ำหลังจากลงจากที่สูง แล้ว ผู้ตกน้ำควรจะดำน้ำมุดหนีโพรงน้ำให้เร็วที่สุด อย่าพยายามขึ้นมาเหนือน้ำ เพราะกระแสน้ำจะม้วนดูดลงไปอีก
การช่วยเหลือตัวเองเมื่อพลัดตกเรือ
เมื่อตกไปในน้ำก็ให้พยายามว่ายเข้าหาเรือ หรือเข้าฝั่งให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากกระแสน้ำที่พัดพาตัวเราให้ไปตกอีกแก่งหนึ่งได้
เมื่อตกน้ำ ให้พยายามลอยตัวอยู่เหนือน้ำ ในลักษณะท่านอนหงาย ยกขาทั้งสองข้างขึ้นระดับผิวน้ำ เสื้อชูชีพจะช่วยพยุงตัวให้ลอย พยายามให้ขาไปข้างหน้าขณะที่ไหลไปตามกระแสน้ำ ค่อยๆเตะขาอย่างช้าๆ เพื่อชลอความเร็วและป้องกันตัวเองจากการกระแทกกับแก่งหิน
ที่สำคัญอย่างยิ่งในการล่องเรือ ผู้เชี่ยวชาญเน้นที่ความปลอดภัยทุกครั้ง โดยเฉพาะ อุปกรณ์พื้นฐาน เช่น เสื้อชูชีพ หมวกกันน็อก เสื้อชูชีพจะช่วยพยุงตัวลอยเหนือน้ำ ส่วนหมวกกันน็อกนอกจากจะช่วยป้องกันศีรษะกระแทกกับหินแล้ว ในกรณีตกจากเรือยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุไม้พายของคนข้างหลังตีอีกด้วย
การจัดระดับความยากของแก่งตามมาตรฐานสากล
ระดับ 1 ง่ายมาก มีแก่งเล็กน้อย
ระดับ 2 ธรรมดา น้ำไหลแรงขึ้น มีแก่งที่ต้องใช้เทคนิค
ระดับ 3 ปานกลาง เริ่มมีแก่งน่าตื่นเต้น เทคนิคการพายสูงขึ้น
ระดับ 4 ยาก มีแก่งที่ต้องใช้ทั้งเทคนิค และทักษะในการพาย
ระดับ 5 ยากมาก น้ำไหลเชียว ต้องใช้เทคนิคและประสบการณ์การพายสูง และต้องมีความระมัดระวัง
ระดับ 6 อันตราย ไม่เหมาะแก่การล่องแก่ง |